
สมาคมอีคอมเมิร์ซ ขอขยายลดค่า GP แพลตฟอร์มยักษ์ เป็น 1 ปี
สมาคมอีคอมเมิร์ซไทย แนะ ขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมจาก 6 เดือน เป็น 1 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัว พร้อมเพิ่มเพดานรายได้รับสิทธิ์ ไม่เกิน 10 ล้านต่อแพลตฟอร์ม หวังครอบคลุมธุรกิจทุกประเภท
สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือ สมาคมอีคอมเมิร์ซไทย ออกแถลงการณ์ชื่นชมกระทรวงพาณิชย์ที่ประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ได้แก่ Shopee, Lazada และ TikTok Shop เพื่อปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ (Mandatory Fees) โดยกลับไปใช้อัตราอ้างอิง ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าเกณฑ์ เป็นระยะเวลาเบื้องต้น 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2570
สมาคมเห็นว่ามาตรการดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ประกอบการรายย่อยและรายเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอัตรากำไรต่ำและได้รับผลกระทบจากต้นทุนการจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม
การลดค่าธรรมเนียมเป็นเพียงการช่วยเหลือระยะสั้น หากไม่มีมาตรการรองรับหลังสิ้นสุดโครงการ หรือไม่มีการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการอย่างจริงจัง ผู้ประกอบการอาจกลับมาเผชิญปัญหาเดิมเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมหรือเงื่อนไขทางธุรกิจในอนาคต
สมาคมเห็นว่าการพัฒนาผู้ประกอบการและการสร้างกติกาการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรมต้องดำเนินควบคู่กัน ไม่ควรใช้การพัฒนาทักษะผู้ประกอบการทดแทนการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาด และไม่ควรคาดหวังว่าการลดค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียวจะทำให้ผู้ประกอบการมีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
สมาคมจึงเสนอให้ขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมจาก 6 เดือนเป็น 1 ปี โดยใช้ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่านตามความพร้อมของตนเอง พร้อมบรรเทาต้นทุน พัฒนาศักยภาพ และวางรากฐานกติกาการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรม ภายใต้กลไกไตรภาคีที่ติดตามและประเมินผลทุก 3 เดือน
นอกจากนี้ การประเมินผลไม่ควรพิจารณาเฉพาะอัตราค่าธรรมเนียมที่ประกาศลดลง แต่ควรติดตามผลกระทบต่อต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายจริง โดยแยกพิจารณาเป็นสามระดับ ได้แก่
1. ค่าธรรมเนียมภาคบังคับ ที่ลดลงตามมาตรการ
2. ค่าใช้จ่ายรวมในการขายผ่านแพลตฟอร์ม เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ ค่าขนส่งที่ผู้ขายรับภาระ ค่าโฆษณา และค่าเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขาย โดยแยกรายการและลักษณะค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน
3. ผลต่อกำไรของผู้ประกอบการ โดยพิจารณาต้นทุนและรายได้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงปริมาณการขาย
การประเมินดังกล่าวควรเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและระหว่างมาตรการ โดยคำนึงถึงความแตกต่างของหมวดสินค้า ฤดูกาล และกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผลของมาตรการ
สมาคมจึงเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับแพลตฟอร์มและตัวแทนผู้ประกอบการดำเนินการระหว่างช่วงมาตรการ ดังนี้
1. ประเมินผลการลดค่าธรรมเนียมและผลกระทบต่อต้นทุนและกำไรของผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง
2. จัดทำแนวทางรองรับภายหลังสิ้นสุดมาตรการ โดยพิจารณาความเหมาะสมของการขยายมาตรการหรือแนวทางช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ยังมีความเปราะบาง
3. ส่งเสริมความโปร่งใสในการกำหนดค่าธรรมเนียม โดยให้ผู้ขายสามารถเข้าใจรายการหักเงินและตรวจสอบย้อนหลังได้
4. พัฒนาแนวทางแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมหรือเงื่อนไขสำคัญล่วงหน้าอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนต้นทุนและราคาขาย
5. สนับสนุนให้มีช่องทางสอบถามและจัดการข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม รายการหักเงิน และเงื่อนไขทางธุรกิจที่ชัดเจนและเป็นธรรม
ทบทวนเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิให้เหมาะสมกับโครงสร้างธุรกิจ โดยเสนอเกณฑ์ยอดขายไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อแพลตฟอร์ม
สมาคมเห็นว่าการกำหนดเกณฑ์รายได้ของผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิจำเป็นต้องพิจารณาลักษณะการดำเนินธุรกิจและความสามารถในการทำกำไรควบคู่กัน เนื่องจากยอดขายหรือรายได้ของผู้ประกอบการไม่ได้สะท้อนความสามารถในการรับภาระค่าธรรมเนียมโดยตรง
ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซมีทั้งผู้ผลิตสินค้าเอง เช่น ผู้ผลิตสินค้าชุมชนและผู้ประกอบการขนาดเล็ก รวมถึงผู้ซื้อมาขายไป ซึ่งมีโครงสร้างต้นทุนและอัตรากำไรแตกต่างกัน
โดยเฉพาะผู้ซื้อมาขายไปที่จำหน่ายสินค้าซึ่งสามารถทดแทนกันได้ง่าย อาจต้องแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง แม้มียอดขายสูงขึ้นแต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
สำหรับเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีของบุคคลธรรมดา และไม่เกิน 3.5 ล้านบาทต่อปีของนิติบุคคลตามที่ปรากฏในรายงานข่าว สมาคมเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงหลักเกณฑ์และเหตุผลในการกำหนดเพดานดังกล่าว รวมถึงประเมินกลุ่มผู้ประกอบการที่อาจไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการ
ทั้งนี้ ตามนิยามของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) การจำแนกวิสาหกิจมีเกณฑ์แตกต่างกันตามลักษณะกิจกรรม ได้แก่
• ภาคการผลิต: วิสาหกิจขนาดย่อมมีเพดานรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี
• ภาคบริการ ค้าส่ง และค้าปลีก: วิสาหกิจขนาดย่อมมีเพดานรายได้ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อปี
สมาคมตระหนักว่าเกณฑ์จำแนกขนาดวิสาหกิจของ สสว. ไม่จำเป็นต้องเป็นเกณฑ์เดียวกับการกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมมาตรการลดค่าธรรมเนียม
อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ที่กำหนดควรมีเหตุผลและข้อมูลสนับสนุนอย่างชัดเจน
สมาคมจึงเสนอให้พิจารณาขยายเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิ โดยใช้ยอดขายไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปีต่อแพลตฟอร์ม
หลักการของข้อเสนอนี้คือ
1. ใช้ยอดขายของผู้ประกอบการแต่ละรายบนแพลตฟอร์มที่เข้าร่วมเป็นเกณฑ์พิจารณา
2. รวมยอดขายทุกบัญชีร้านค้าของผู้ประกอบการรายเดียวกันบนแพลตฟอร์มนั้น เพื่อป้องกันการแบ่งบัญชีร้านค้าเพื่อรับสิทธิซ้ำซ้อน
3. กำหนดวิธีคำนวณยอดขายให้ชัดเจน เช่น รอบระยะเวลา การหักรายการยกเลิกหรือคืนสินค้า และการตรวจสอบข้อมูล
4. ใช้ข้อมูลธุรกรรมที่แพลตฟอร์มมีอยู่ประกอบการตรวจสอบตามขอบเขตที่จำเป็นและชอบด้วยกฎหมาย
5. ประเมินจำนวนผู้ได้รับสิทธิ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และต้นทุนของมาตรการก่อนกำหนดเงื่อนไขสุดท้าย
สมาคมเสนอให้ศึกษาทางเลือกเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการตัดสิทธิทั้งกิจการทันทีเมื่อยอดขายเกินเพดาน เช่น การลดค่าธรรมเนียมเฉพาะยอดขายส่วนแรกที่เข้าเกณฑ์ หรือการกำหนดสิทธิแบบขั้นบันได
อย่างไรก็ตาม ทางเลือกดังกล่าวยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ร่วมกัน มิใช่การเปลี่ยนข้อเสนอหลักของสมาคมที่ใช้ยอดขายไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปีต่อแพลตฟอร์ม
อย่างไรก็ตาม สมาคมเห็นว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของผู้ประกอบการรายย่อยและรายเล็กจำนวนหนึ่ง คืออัตรากำไรขั้นต้นต่ำ ต้นทุนสินค้า และการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะสินค้าประเภท Me-too Product หรือสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าอื่นในตลาด
หากผู้ประกอบการไม่สามารถพัฒนาสินค้า เพิ่มมูลค่า หรือบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ แม้ได้รับประโยชน์จากการลดค่าธรรมเนียมก็อาจไม่สามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวได้
สมาคมจึงเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรผู้ประกอบการ พัฒนาโครงการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ขายออนไลน์อย่างเป็นระบบด้วย







