posttoday
ปิดฉาก ต.ค. หุ้นไทยดิ่ง 26 จุด! ผวา 3 แรงลบถล่ม DELTA ฉุด SET กูรูแนะถือเงินสดรอช้อน Big Cap ปันผลสูง

ปิดฉาก ต.ค. หุ้นไทยดิ่ง 26 จุด! ผวา 3 แรงลบถล่ม DELTA ฉุด SET กูรูแนะถือเงินสดรอช้อน Big Cap ปันผลสูง

30 ตุลาคม 2569

2 กูรูโบรกชื่อดังฉายภาพตลาดหุ้นไทยส่งท้ายเดือนตุลาคม ปิดดิ่ง -26 .01 จุด แตะระดับ 1,518.59 จุด เผชิญแรงกดดันทั้งดอกเบี้ยโลก หุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศ และความเชื่อมั่นนักลงทุน ฉุด DELTA และหุ้นเทคฯ ปรับฐาน แม้กำไร บริษัทจดทะเบียนกันกระแทก "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" แนะกันเงินสด 20-25% รอจังหวะสะสมหุ้นใหญ่ปันผลดี ชู BDMS, ITC, KBANK, BBL, ICHI, OSP และ GULF ด้าน "ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล" เตือนระวังหุ้น P/E สูง หันเน้น Defensive กระจายเสี่ยง

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยส่งท้ายเดือนตุลาคม ปิดดิ่ง -26 .01 จุด แตะระดับ 1,518.59 จุด เผชิญดอกเบี้ยโลก หุ้นเทคโนโลยีและเชื่อมั่นกดดัน
  • "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" แนะกันเงินสด 20-25% รอจังหวะสะสมหุ้นใหญ่ปันผลดี ชู BDMS, ITC, KBANK, BBL, ICHI, OSP และ GULF
  • ด้าน "ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล" เตือนระวังหุ้น P/E สูง หันเน้น Defensive กระจายเสี่ยง

ความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทย ปิดการซื้อขายส่งท้ายเดือนตุลาคม ในวันที่ 30 ตุลาคม 2569 แตะที่ระดับ 1,518.59 จุด ลดลง -26.01 จุด คิดเป็น -1.68% มูลค่าการซื้อขาย 73,608.06 ล้านบาท

 

ระหว่างวันดัชนีปรับขึ้นสูงสุด 1,529.48 จุด ลดลงต่ำสุด 1,511.58 จุด โดยยังคงถูกกดดันจากแรงขาย DELTA ออกมาต่อเนื่อง

 

ภาพ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหารและผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASP กล่าวกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในวันเทรดสุดท้ายเดือนตุลาคมนี้ ต้องยอมรับว่ามีปัจจัยลบเข้ามากดดันหลายด้าน โดยประเด็นสำคัญล่าสุดเกิดจากความกังวลเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมีต้นตอมาจากสถานการณ์สงครามที่ส่งผลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยอาจปรับตัวสูงขึ้น


เมื่อเกิดความกังวลดังกล่าว ตลาดการเงินจึงเริ่มมีความผันผวน โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรที่อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างมากก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการประชุม ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจต่อทิศทางตลาดการเงิน และเลือกที่จะลดความเสี่ยงด้วยการถอนเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งตลาดหุ้นได้รับผลกระทบเช่นกัน

 

นอกจากประเด็นดอกเบี้ยแล้ว อีกปัจจัยที่กลับมากดดันตลาดคือความกังวลเกี่ยวกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เห็นได้ชัดว่าตลาดหุ้นในเอเชียได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ต่างเผชิญแรงขายอย่างรุนแรง


โดยเฉพาะตลาดไต้หวันที่ได้รับแรงกดดันจากหุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งมีรายงานผลประกอบการที่สร้างความผิดหวังให้กับตลาด ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างมาก และแรงกดดันดังกล่าวได้ส่งผ่านมายังตลาดหุ้นไทยด้วย


สำหรับตลาดหุ้นไทย หุ้น DELTA เป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากบริษัทแม่ในต่างประเทศเผชิญแรงขาย นักลงทุนย่อมกลับมาประเมินมูลค่าหุ้น DELTA อีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อราคาหุ้นอยู่ในระดับที่มีค่า P/E สูง ทำให้เกิดแรงกดดันด้าน Valuation และมีแรงขายตามมา

 

ประกอบกับ DELTA เป็นหุ้นที่มีน้ำหนักค่อนข้างมากในดัชนี SET จึงส่งผลให้การปรับตัวลงของหุ้นตัวนี้สามารถกดดันภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ
 

ภาพ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

เงินทุนต่างชาติยังไม่นิ่ง


อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามคือ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนและมีความผันผวนสูง ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาบางส่วน แต่ 2-3 วันที่ผ่านมากลับมีแรงขาย ทำให้ไม่สามารถประเมินได้ว่าเงินจะไหลกลับเข้ามาต่อเนื่องหรือไม่


ปัจจัย Fund Flow อาจเชื่อมโยงกับประเด็นความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดทุนไทย รวมถึงข่าวเกี่ยวกับการอายัดหุ้น 3 บริษัท ซึ่งอาจส่งผลต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 

ภาพ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

กำไร บจ. พยุงตลาด 


หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ไทย ยังมีบางส่วนที่สามารถเป็นความหวังและช่วยพยุงตลาดได้ โดยเฉพาะแนวโน้มผลประกอบการ ในมุมของ ASP ถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี


โดย ASP ใช้กำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ระดับ 95 บาทต่อหุ้น เมื่อคำนวณกลับเป็นกำไรสุทธิรวมของบริษัทจดทะเบียนจะอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท 

 

เมื่อพิจารณาผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกของปี พบว่า บริษัทจดทะเบียนมีกำไรสุทธิรวม 740,000-750,000 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิรวมกว่า 250,000 ล้านบาทและมีโอกาสขึ้นไปแตะระดับ 270,000 ล้านบาท


นั่นหมายความว่า กำไรสุทธิรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปีมีโอกาสทะลุ 1 ล้านล้านบาท หากพิจารณาจากประมาณการกำไรทั้งปีที่ระดับ 1.2 ล้านล้านบาท จะเหลือกำไรที่ต้องทำได้ในไตรมาส 4/2569 อีก 200,000 ล้านบาท ถือเป็นระดับที่มีโอกาสทำได้


หากแต่ตัวเลข Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 110-112 บาทต่อหุ้น ภาพการลงทุนจะเปลี่ยนไป เพราะต้องคาดหวังการเติบโตของกำไรสูงขึ้นมาก ด้วยเหตุนี้ ASP จึงเลือกใช้ประมาณการกำไรที่ค่อนข้างระมัดระวัง โดยมองว่าระดับ EPS 95 บาทต่อหุ้นยังมีความเป็นไปได้ และทำให้ภาพพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

 

ตลาดไม่เหมาะเก็งกำไร

 

แม้พื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนบางส่วนยังสามารถประคองตลาดได้ แต่ด้วยปัจจัยลบเข้ามากดดันตลาดมากกว่าปัจจัยบวก ตลาดหุ้นในช่วงนี้จึงไม่เหมาะกับการลงทุนโดยคาดหวัง Capital Gain หรือกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นเป็นก้อนใหญ่ในระยะสั้น


กลยุทธ์ที่เหมาะสมมากกว่า คือ การลงทุนในลักษณะของการล็อกผลตอบแทน โดยเน้นหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง, มีเงินปันผลในระดับที่น่าสนใจ และมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการ

 

ถือเงินสด รอหุ้นใหญ่-ปันผลดี-มี Story


กลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน นักลงทุนไม่ควรนำเงินทั้งหมดเข้าลงทุนในตลาดหุ้น สมมติให้พอร์ตลงทุนมีสัดส่วน 100% ควรแบ่งเงินสดหรือเงินลงทุนระยะสั้นไว้ประมาณ 20-25% เพื่อรองรับความผันผวนและเตรียมพร้อมการเข้าซื้อหุ้นเมื่อมีจังหวะเหมาะสม


ส่วนเงินลงทุนในหุ้นควรเน้นหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่มีความมั่นคง มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับที่น่าสนใจ และมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวเข้ามาสนับสนุน 

โดยหุ้นที่อยู่ในกลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ 

  • กลุ่มโรงพยาบาล

หุ้น BDMS เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นหุ้นขนาดใหญ่ มีพื้นฐานธุรกิจที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง และสามารถตอบโจทย์การลงทุนที่ต้องการความมั่นคงได้

 

  • กลุ่มส่งออก

หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าเป็นอีกกลุ่มที่สามารถพิจารณาได้ เนื่องจากการอ่อนค่าของเงินบาทอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนรายได้เมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท ต้องพิจารณาโครงสร้างรายได้และต้นทุนของแต่ละบริษัทประกอบด้วย

แนะนำหุ้น ITC เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สามารถพิจารณาได้ โดยมองหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มผลประกอบการเป็นตัวสนับสนุน

 

  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์

หุ้นธนาคารยังเป็นอีกกลุ่มที่สามารถเลือกลงทุนได้ แต่ต้องใช้กลยุทธ์ Selective Buy โดย ASP มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มเข้าสู่จุดต่ำสุด (Bottom) แล้ว หากจะมีการปรับเปลี่ยนจากระดับปัจจุบันก็คาดว่าอาจเป็นการขยับขึ้นลงในกรอบไม่มากนัก

หุ้นธนาคารที่ ASP ให้ความสนใจ ได้แก่ KBANK และ BBL

 

  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

หุ้นในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีผลประกอบการสนับสนุนและสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในระดับที่น่าสนใจ เช่น ICHI ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 7-8% รวมถึง OSP 

 

ทั้งนี้ การเลือกหุ้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะรายชื่อดังกล่าว เพราะยังมีหุ้นอีกหลายบริษัทที่สามารถลงทุนได้ เพียงแต่ต้องมีคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  1. หุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับพอร์ต
  2. มี Dividend Yield ในระดับที่น่าสนใจ เพื่อสร้างผลตอบแทนระหว่างรอจังหวะตลาดฟื้นตัว
  3.  มี Story หรือปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่ช่วยสนับสนุนแนวโน้มผลประกอบการ

“วิธีประเมินราคาเป้าหมายจาก Dividend Yield สามารถคำนวณได้โดยนำเงินปันผลต่อหุ้นต่อปีหารด้วย 0.04 เพื่อหาระดับราคาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล 4%” 

 

GULF ยืนหนึ่งลงทุน


หุ้น GULF มองว่ายังสามารถเป็นหนึ่งในตัวเลือกลงทุนได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่และมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน


หุ้น SCC เป็นอีกบริษัทที่มีความน่าสนใจในระยะยาว แต่ยังไม่จำเป็นต้องรีบเข้าซื้อทันที โดยควรรอให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมก่อน แล้วจึงทยอยสะสม


หุ้น ADVANC หากราคาปรับตัวลดลงจนทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับมากกว่า 4% จะเริ่มเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับการเข้าซื้อ

 

จังหวะเข้าซื้อหุ้น


ถามว่า..ควรรอให้ดัชนี SET Index ปรับตัวลงไปอยู่ที่ระดับใดจึงจะเริ่มเข้าซื้อหุ้น นายเทิดศักดิ์ มองว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันการใช้ดัชนีตลาดหุ้นเป็นเครื่องมือกำหนดจังหวะลงทุนอาจทำได้ยากกว่าปกติ


เนื่องจากดัชนี SET Index ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นขนาดใหญ่เพียงบางตัว โดยเฉพาะหุ้น DELTA ที่มีน้ำหนักสูงในดัชนี ทำให้การปรับตัวขึ้นลงของดัชนีอาจไม่ได้สะท้อนภาพรวมของหุ้นทั้งตลาดอย่างแท้จริง


ดังนั้น นักลงทุนไม่ควรใช้ระดับดัชนีเป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินใจลงทุนเหมือนในอดีต แต่ควรให้ความสำคัญกับราคาหุ้นรายตัวและปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะการพิจารณา Dividend Yield เป็นหลัก หากราคาหุ้นปรับตัวลงมาจนทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 4% ขึ้นไปเริ่มเข้าสู่เกณฑ์ที่น่าสนใจสำหรับการพิจารณาเข้าซื้อ.

 

ปิดฉาก ต.ค. หุ้นไทยดิ่ง 26 จุด! ผวา 3 แรงลบถล่ม DELTA ฉุด SET กูรูแนะถือเงินสดรอช้อน Big Cap ปันผลสูง

 

3 แรงลบถล่มหุ้น 


ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวกับ “โพสต์ทูเดย์” เช่นกันว่า ภาวะตลาดหุ้นในปัจจุบันได้รับแรงกดดันจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการ โดย ประการแรก คือ ความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ

 

โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามอง เนื่องจากผลการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงิน

 

ประการที่สอง คือ ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี ที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะแนวโน้มการเติบโตของรายได้และกระแสเงินสดอิสระที่อาจปรับตัวลดลงในอนาคต ทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลต่อความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัทเทคโนโลยี และทยอยลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว

 

ประการที่สาม คือ การปรับสูตรการคำนวณราคาน้ำมัน เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อหุ้นบางกลุ่มในตลาด 

 

เน้นหุ้น Defensive

 

กลยุทธ์การลงทุนในช่วงตลาดผันผวน แนะนำเลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy) โดยให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่ม Defensive ซึ่งมีความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดทุนได้ดีกว่าหุ้นที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจหรือความคาดหวังด้านการเติบโตสูง

 

หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลและกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพราะได้รับผลกระทบจากแรงขายน้อยกว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจึงเป็นกลุ่มทางเลือกกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนในภาวะที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนได้

 

ส่วน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นที่มีระดับราคาต่อกำไร (P/E Ratio) สูง และมีความคาดหวังการเติบโตของผลประกอบการในระดับสูง นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน เนื่องจากเมื่อผลประกอบการไม่สามารถเติบโตได้ตามที่ตลาดคาดหวังมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะถูกปรับลดมูลค่าลงอย่างรวดเร็ว.


 

ปิดฉาก ต.ค. หุ้นไทยดิ่ง 26 จุด! ผวา 3 แรงลบถล่ม DELTA ฉุด SET กูรูแนะถือเงินสดรอช้อน Big Cap ปันผลสูง

 

ข่าวล่าสุด

กรมชลฯ ผุดโดรนวัดคุณภาพน้ำอัจฉริยะ ลดงบ 90% ปลอดภัย ไร้เสี่ยง

กรมชลฯ ผุดโดรนวัดคุณภาพน้ำอัจฉริยะ ลดงบ 90% ปลอดภัย ไร้เสี่ยง