
รัฐจ่ายค่ารักษาไปเท่าไรกับบริการที่ไม่จำเป็น? ถึงเวลาทบทวนความคุ้มค่าก่อนรีดงบประมาณ!
ท่ามกลางนโยบายรัดเข็มขัดงบประมาณของรัฐ ระบบสาธารณสุขไทยยิ่งหนักหรือไม่? ท่ามกลางการเผชิญโจทย์ความเพียงพอของงบและความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนสุขภาพ
KEY
POINTS
- งานวิจัยชี้ว่าระบบสาธารณสุขไทยมีรายจ่ายสำหรับบริการทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็นหรือมีคุณค่าต่ำ (Low-value care) ซึ่งเป็นภาระต่องบประมาณและควรได้รับการทบทวน
- มีการระบุบริการสุขภาพอย่างน้อย 6 รายการที่อาจถูกใช้เกินความจำเป็นในบางกรณี เช่น การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน และการผ่าตัดไส้ติ่งโดยไม่มีเหตุจำเป็น
- ข้อเสนอแนะคือการทบทวนความคุ้มค่าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณผ่านแนวคิด SAFE Financing เพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด แทนการตัดลดงบประมาณโดยตรง
ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง รัฐบาลเดินหน้าทบทวนและปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นในการจัดทำงบประมาณปี 2570 โดยนำแนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) มาใช้ ซึ่งหมายถึงการให้หน่วยงานรัฐพิจารณาความจำเป็นและความคุ้มค่าของรายจ่ายแต่ละรายการใหม่ แทนการยึดวงเงินจากปีก่อนเป็นหลัก โดยรัฐบาลกำหนดกรอบงบประมาณไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 สะท้อนว่าหน่วยงานรัฐมีพื้นที่จำกัดในการของบประมาณเพิ่ม
เมื่อหันกลับมามอง 'งบสาธารณสุข' นี่จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก ท่ามกลางสังคมสูงอายุที่แน่นอนว่ายิ่งแก่ยิ่งป่วย และกลายเป็นภาระทางงบประมาณหากประชาชนไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้เอง
หากมองผิวเผิน การลดงบประมาณสาธารณสุข แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย มีแต่จะของบเพิ่มในทุกปี!
แต่หากเปลี่ยนโจทย์เป็นการมองว่า ‘งบประมาณ’ ที่ใช้ ‘คุ้มค่า’ หรือไม่? นั่นอาจจะเป็นวิธีการบริหารงบประมาณที่ทำให้ทรัพยากรที่มีถูกใช้ไปกับความจำเป็นได้มากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องลดงบประมาณลง
สอดคล้องกับงานวิจัยด้านระบบสุขภาพของไทยหลายตัว ที่ได้ศึกษารายจ่ายที่อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างเหมาะสม หรือ Low-value care ซึ่งหมายถึงบริการที่ให้ประโยชน์น้อยเมื่อเทียบกับต้นทุน ความเสี่ยง หรือเป็นบริการที่ใช้โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่เหมาะสม
โพสต์ทูเดย์ ค้นข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สองสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขและสุขภาพสำคัญของประเทศ ที่ต่างก็ชี้ให้เห็นทั้งรายการบริการที่ควรทบทวน ความแตกต่างในการใช้บริการระหว่างสิทธิรักษาพยาบาล และข้อเสนอปรับระบบจ่ายเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
เปิด 23 บริการสุขภาพที่ควรทบทวน พบ 6 รายการอาจใช้เกินความจำเป็น
งานวิจัยของมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการรักษาพยาบาลในประเทศไทยด้วยการบริหารจัดการหัตถการหรือมาตรการที่อาจมีคุณค่าต่ำ ศึกษาบริการทางการแพทย์ที่อาจให้ประโยชน์ต่อผู้ป่วยน้อย หรือถูกใช้ในกรณีที่ไม่มีความจำเป็น เผยแพร่วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 โดยรวบรวมรายการจากงานวิจัยและความคิดเห็นของบุคลากรทางการแพทย์ได้ทั้งหมด 583 รายการ
จากนั้นคณะวิจัยร่วมกับคณะทำงานภายใต้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คัดเลือกบริการ 27 รายการมาพิจารณาต่อ โดยบางเรื่องมีการศึกษาอยู่แล้ว เช่น การผ่าคลอดและการรักษาโรคหัวใจผ่านสายสวน ส่วนการตรวจ CT/MRI และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเป็นกลุ่มที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม ขณะที่อีก 23 รายการถูกนำมาหารือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาว่า การใช้บริการในลักษณะใดอาจไม่จำเป็น
ผลการหารือกับผู้เชี่ยวชาญจาก 10 สาขาทางการแพทย์ พบว่า มี 6 รายการที่ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่าอาจเป็นบริการที่ไม่จำเป็นในบางกรณี ได้แก่
- การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
- การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนบน
- การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน
- การใช้ไฟฟ้าบำบัด
- การตรวจต่อมน้ำเหลืองเซนติเนลในผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิด melanoma ระยะ 0
- การผ่าตัดไส้ติ่งร่วมกับการผ่าตัดอื่น โดยไม่มีเหตุจำเป็นทางการแพทย์
ทั้งนี้ การจัดให้บริการใดเข้าข่ายคุณค่าต่ำ ไม่ได้หมายความว่าการรักษานั้นไม่มีประโยชน์หรือควรถูกยกเลิก แต่หมายถึงการใช้บริการในบางสถานการณ์อาจไม่เหมาะสม เช่น ตรวจทั้งที่ไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ตรวจซ้ำบ่อยเกินไป หรือเลือกวิธีรักษาที่มีราคาแพงกว่า ทั้งที่มีทางเลือกอื่นให้ผลใกล้เคียงกัน
บุคลากรทางการแพทย์ 82% มองว่าการตรวจรักษาที่ไม่จำเป็นเป็นปัญหา
นอกจากการรวบรวมรายการบริการแล้ว HITAP ยังสำรวจความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุข 155 คน พบว่า ร้อยละ 82 เห็นว่าการให้บริการทางการแพทย์ที่มีประโยชน์ต่ำหรือไม่จำเป็นเป็นปัญหาในระบบสุขภาพ เมื่อถามถึงการพบเห็นบริการลักษณะดังกล่าว ร้อยละ 21 ระบุว่าพบบ่อยครั้งหรือเป็นประจำ ขณะที่ร้อยละ 63 ระบุว่าพบเป็นบางครั้ง
สำหรับสาเหตุที่อาจทำให้เกิดการตรวจรักษาเกินความจำเป็น ผู้ตอบแบบสำรวจระบุหลายปัจจัย ทั้งการขาดความรู้เกี่ยวกับความเหมาะสมของบริการ ความต้องการของผู้ป่วยที่ร้องขอให้ตรวจหรือรักษาเพิ่มเติม และระบบจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่อาจสร้างแรงจูงใจให้สถานพยาบาลเพิ่มจำนวนบริการ
สวรส. พบการตรวจ CT/MRI ช่วงท้ายชีวิตแตกต่างกันตามสิทธิรักษา
ขณะที่งานวิจัยของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งเผยแพร่ในเดือนเมษายน 2569 ศึกษาการใช้จ่ายด้านสุขภาพ พบว่า ผู้ป่วยในช่วงท้ายของชีวิตมีการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) และการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) แตกต่างกันตามสิทธิรักษาพยาบาล โดยค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต
ในทางกลับกัน ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) ซึ่งเน้นบรรเทาความเจ็บปวดและอาการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี พบว่ามีค่าใช้จ่ายในการรักษาต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับบริการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้ไม่ได้หมายความว่าการตรวจ CT/MRI ในผู้ป่วยระยะท้ายเป็นการตรวจที่ไม่จำเป็นทั้งหมด เพราะบางรายยังมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่เหมาะสม
นอกจากนี้ สวรส. ยังพบว่า งบประมาณสำหรับการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง เช่น ผู้ป่วยที่ต้องฟื้นฟูร่างกายหลังเจ็บป่วยรุนแรง และการดูแลระยะยาว เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียง ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะบริการดูแลระยะยาวที่มีต้นทุนสูงกว่าเงินชดเชยที่สถานพยาบาลได้รับ
SAFE Financing ทางออกงบสุขภาพไทย ต้องเพียงพอ เป็นธรรม และใช้คุ้มค่า
จริงๆ แล้ว ไทยได้มีการนำเสนอทางออกของ ‘งบสุขภาพไทย’
โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และภาคีด้านสุขภาพได้ผลักดันแนวคิด SAFE Financing หรือการจัดระบบการเงินการคลังสุขภาพให้มีความยั่งยืน เพียงพอ เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นประเด็นหลักของการประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568
แนวคิดดังกล่าวไม่ได้มุ่งลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการแก้ปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดหาเงิน การจัดสรรงบประมาณ ไปจนถึงการจ่ายค่ารักษาพยาบาล โดยที่ประชุมได้จัดทำข้อเสนอร่วมกัน 13 ข้อ ภายใต้หลักการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
1. Sustainability ทำอย่างไรให้ระบบสุขภาพมีเงินใช้ได้อย่างยั่งยืน
มีการเสนอให้ปรับชุดสิทธิประโยชน์ของสามกองทุนสุขภาพให้สอดคล้องกันมากขึ้น พร้อมปรับวิธีจ่ายค่ารักษาจากการจ่ายตามรายการบริการ ไปสู่ระบบที่กำหนดวงเงินและควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น เพื่อลดแรงจูงใจในการตรวจรักษาเกินความจำเป็น
ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้เพิ่มรายได้รัฐผ่านภาษีสินค้าที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล และพิจารณาภาษีโซเดียม รวมถึงขยายบริการดูแลแบบประคับประคองสำหรับผู้ป่วยระยะท้าย และไม่ใช้การเพิ่มเงินร่วมจ่ายของประชาชนเป็นแนวทางหลักในการควบคุมค่าใช้จ่าย
2. Adequacy จัดงบให้เพียงพอกับบริการที่ประชาชนจำเป็นต้องได้รับ
เสนอให้ปรับอัตราที่กองทุนสุขภาพจ่ายชดเชยแก่สถานพยาบาลให้สอดคล้องกับต้นทุนการรักษาจริง โดยไม่นำต้นทุนของบริการที่มีคุณค่าต่ำมารวมคำนวณ
นอกจากนี้ ต้องเพิ่มงบและพัฒนาบริการที่ยังมีช่องว่าง เช่น การฟื้นฟูผู้ป่วยหลังเจ็บป่วยรุนแรง การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การดูแลระยะยาว และการดูแลแบบประคับประคอง ตลอดจนกำกับการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรับภาระเกินความจำเป็น
3. Fairness ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสิทธิรักษาพยาบาล
เสนอให้พัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ หรือสถานพยาบาลด่านแรกที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย พร้อมระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ และขยายบริการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ขาดแคลนก่อน
อีกประเด็นสำคัญคือการให้ กองทุนสุขภาพภาครัฐเปิดเผยข้อมูลรายจ่ายและการใช้งบประมาณต่อสาธารณะ เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่าเงินถูกจัดสรรไปที่ใด และประชาชนภายใต้สิทธิรักษาที่แตกต่างกันได้รับบริการอย่างเหมาะสมเพียงใด
4. Efficiency ลดการจ่ายที่ไม่จำเป็น นำเงินไปใช้กับบริการที่เกิดประโยชน์จริง
เสนอให้ติดตามและลดการตรวจรักษาที่มีคุณค่าต่ำโดยอาศัยหลักฐานทางการแพทย์ พร้อมทำงานร่วมกับราชวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อปรับแนวทางเวชปฏิบัติ ไม่ให้มีการตรวจหรือรักษาที่ไม่จำเป็น
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ส่งเสริมการรักษาผู้ป่วยนอกในกรณีที่ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล และให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคตั้งแต่ระยะต้น เช่น การควบคุมโรคเบาหวานและการชะลอไตเสื่อม เพื่อลดความจำเป็นในการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงในอนาคต
ภายใต้ข้อเสนอด้านประสิทธิภาพ ที่ประชุมยังผลักดันให้ประกาศ “ทศวรรษแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบสุขภาพ พ.ศ. 2569–2578” เพื่อให้การลดความสูญเปล่าและการปรับระบบจ่ายค่ารักษาเป็นงานต่อเนื่อง ไม่ใช่มาตรการประหยัดงบประมาณเฉพาะปีเท่านั้น!
ไม่ใช่แค่จ่ายน้อยลง แต่ต้องจ่ายให้คุ้มค่าทุกบาท
เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย มีผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น และเทคโนโลยีการแพทย์พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ความต้องการใช้จ่ายด้านสาธารณสุขย่อมมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่บริการรักษาพยาบาลจำนวนมากเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชน
งบส่วนนี้จึงไม่ใช่รายจ่ายที่สามารถปรับลดได้โดยไม่กระทบต่อประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้บริการ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของ HITAP และ สวรส. ชี้ให้เห็นว่า ภายในระบบสุขภาพยังมีทั้งบริการที่อาจถูกใช้เกินความจำเป็น และบริการจำเป็นบางประเภทที่ได้รับงบประมาณไม่เพียงพอ การเพิ่มประสิทธิภาพจึงไม่ได้หมายถึงการลดจำนวนบริการหรือจำกัดสิทธิรักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการทบทวนว่ารัฐควรจ่ายเงินให้บริการใด จ่ายในอัตราเท่าใด และจ่ายด้วยวิธีใดจึงจะเหมาะสม
ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง โจทย์สำคัญของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงการควบคุมไม่ให้งบสาธารณสุขเพิ่มขึ้น แต่คือ ทำอย่างไรให้เงินทุกบาทที่รัฐจ่ายไปสร้างประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชนได้มากที่สุด ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และยังคงรักษาความเพียงพอและความเป็นธรรมของระบบหลักประกันสุขภาพไว้ได้.







